ดาวเสาร์ลอยน้ำได้

ในจักรวาลมีดวงดาวมากมายหลากหลายล้านดวงแต่มีดวงดาวดวงหนึ่งที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากอยู่ในระบบสุริยะจักรวาลเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 จากดวงอาทิตย์ถัดจากดาวพฤหัสบดี ดาวดวงนี้คือดาวเสาร์ เป็นดาวที่เป็นดาวแก๊สยักษ์ที่มีรัศมีมากกว่าโลกประมาณ 9 เท่า ลักษณะทางกายภาพของดาวเสาร์นั้น ดาวเสาร์มีรูปร่างป่องออกตามแนวเส้นศูนย์สูตรที่เรียกว่า ทรงกลมแป้น เส้นผ่านศุนย์กลางตามแนวขั้วสั้นกว่าตามแนวเส้นศูนย์สูตรเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆก็มีลักษณะที่เป็นทรงกลมแป้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์  ความจริงแล้วแล้ววงแหวนของดาวเสาร์นั้นมีความบางมากๆโดยมีค่าเฉลี่ยความหนาเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้นแต่เศษวัตถุนั้นในวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงได้ดีและกว้างกว่า 80000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลก วงแหวนของดาวเสาร์ ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ที่มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่ไมโครเมตรไปจนถึงหลายเมตร  กระจุกตัวรวมกันอยู่และโคจรไปรอบๆ ดาวเสาร์ อนุภาคในวงแหวนส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง มีบางส่วนที่เป็นฝุ่นและสสารอื่น ก็ยังมีหนึ่งเรื่องราวของดาวเสาร์ ที่ทำให้เราต้องตกใจจากการศึกษาก็พบได้ว่า ดาวเคราะห์บางดวงในระบบสุริยะของเรานั้นเกิดขึ้นจากการจับตัวของกลุ่มก๊าซ แต่แน่นอนว่าดาวเสาร์เบาจนลอยน้ำได้ เพราะมีความหนาแน่นของดาวแค่เพียง 0.687 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรในขณะที่น้ำความหนาแน่นอยู่ที่ 0.998 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แน่นอนว่าดาวเสาร์ลอยน้ำได้อย่างเหลือเชื่อ

อวกาศ

อวกาศ outer space หรือ space คือ ความว่างเปล่าที่มีอยู่ระหว่างวัตถุท้องฟ้า รวมถึงโลก อวกาศมิได้ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง แต่ประกอบด้วยสุญญากาศแข็งที่ประกอบด้วยอนุภาคความหนาแน่นต่ำ ซึ่งมีพลาสมาของไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก เช่นเดียวกับรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า สนามแม่เหล็กและนิวตริโน ปัจจุบัน การสังเกตได้พิสูจน์แล้วว่าอวกาศยังมีสสารมืดและพลังงานมืดอยู่ด้วย อุณหภูมิเส้นฐานกำหนดโดยรังสีพื้นหลังที่หลงเหลือจากบิกแบงมีค่าเพียง 2.7 เคลวิน ในทางตรงข้าม อุณหภูมิในโคโรนาของดาวฤกษ์อาจสูงถึงหนึ่งล้านเคลวิน พลาสมาที่มีความหนาแน่นต่ำมาก น้อยกว่าหนึ่งอะตอมไฮโดรเจนต่อลูกบาศก์เมตร และอุณหภูมิสูง หลายล้านเคลวิน ในอวกาศระหว่างดาราจักรเป็นที่มาของสสารแบริออน baryonic matter ในอวกาศ ความเข้มข้นเฉพาะถิ่นรวมกันเป็นดาวฤกษ์และดาราจักร อวกาศระหว่างดาราจักรกินปริมาตรส่วนใหญ่ของเอกภพ กระนั้น แม้แต่ดาราจักรและระบบดาวฤกษ์ก็แทบเป็นอวกาศที่ว่างเปล่าสิ้นเชิง โดยในอวกาศนั้นมีกาแล็กซี่อยู่หลายแสนล้านกาแล็กซี่ ในหนึ่งกาแล็กซี่มีดาวฤกษ์แบบดวงอาทิตย์อยู่หลายแสนล้านดวง และดาวฤกษ์หลายๆดวงก็มีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบๆ 300 ปีแสงในห้วงอวกาศ จักรวาลประกอบด้วยอะตอมมากมาย เมื่อจักรวาลเย็นลง อะตอมเหล่านี้ก็จับตัวกันเป็นอนุภาคต่าง ๆ อะตอมในอวกาศจะรวมเข้าด้วยกันด้วยแรงดึงดูดจากดาวฤกและดาวเคราะห์ระบบสุริยะเป็นกลุ่มของดาวเคราะห์และดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ดวงอาทิตย์ถือเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ดังนั้นโลกจึงอยู่ในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ 8 ดวง โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ที่ว่านั้นมีดังนี้ พุทธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัส เสาร์ ยูเรนัส […]

สถานีอวกาศนานาชาติ

สถานีอวกาศนานาชาติ เป็นห้องทดลองและสถานอำนวยความสะดวกสำหรับงานค้นคว้าวิจัยในระดับนานาชาติซึ่งถูกประกอบขึ้นในวงโคจรต่ำของโลก การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 และมีแผนดำเนินการเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2012 ขณะที่การปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2020 หรืออาจเป็นไปได้ถึงปี ค.ศ. 2028เราสามารถมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติได้ด้วยตาเปล่าจากพื้นโลกเนื่องจากสถานีอวกาศแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ในระดับวงโคจรของโลก โดยมีมวลมากกว่าสถานีอวกาศใดๆที่มนุษย์เคยสร้างมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดสถานีอวกาศนานาชาติทำหน้าที่เป็นห้องทดลองวิจัยอย่างถาวรในอวกาศ ทำการทดลองด้านต่าง ๆ ได้แก่ ชีววิทยา ชีววิทยามนุษย์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และ อุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องอาศัยการทดลองในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยมากๆ สถานีอวกาศแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ทดสอบสำหรับระบบกระสวยอวกาศที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับปฏิบัติการระยะยาวเพื่อการไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคารการทดลองและการบริหารสถานีอวกาศนานาชาติดำเนินการโดยคณะนักบินอวกาศซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระยะยาว สถานีเริ่มปฏิบัติการนับแต่ลูกเรือถาวรคณะแรก คือ เอ็กซ์เพดิชั่น 1 ที่ไปถึงสถานีอวกาศตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 จนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2011 คณะลูกเรือชุด เอ็กซ์เพดิชั่น 28 อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นับรวมแล้วปฏิบัติการนี้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และถือเป็นสถิติการอยู่อาศัยของมนุษย์ในอวกาศโดยไม่ขาดความต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดอีกด้วยระบบไฟฟ้าของสถานีมาจากแผงรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ 16 แผงติดตั้งอยู่บนโครงสร้างภายนอก และมีแผงขนาดเล็กกว่าอีก 4 แผงอยู่บนโมดูลของรัสเซีย สถานีอวกาศนานาชาติลอยอยู่ในวงโคจรที่ความสูงระดับ 278-460 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ย […]

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา  เป็นหน่วยงานของส่วนราชการ รับผิดชอบในโครงการอวกาศและยังมีงานวิจัยห้วงอากาศอวกาศ ระยะยาวของสหรัฐอเมริกา คอยจัดการหรือควบคุมและดูแลระบบงานวิจัยทั้งกับฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 องค์การนาซาได้ประกาศภารกิจหลักคือการบุกเบิกอนาคตแห่งการสำรวจอวกาศ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยทางการบินและอวกาศเมื่อโครงการเมอร์คิวรีพิสูจน์และยืนยันว่า การส่งมนุษย์ขึ้นไปโคจรในอวกาศสามารถเป็นไปได้ นาซาจึงเริ่มโครงการอะพอลโล โดยเป็นความพยายามส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดยยังไม่มีเป้าหมายส่งมนุษย์เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์แต่อย่างใด ทิศทางของโครงการอะพอลโลเปลี่ยนไปเมื่อประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ว่าสหรัฐอเมริกาจะ “ส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์แล้วกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย” ภายในปี พ.ศ. 2513 โครงการอะพอลโลจึงกลายเป็นโครงการนำมนุษย์ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โครงการเจมินีเริ่มต้นขึ้นไม่นานหลังจากนั้น เพื่อทดสอบและยืนยันเทคนิค ที่จำเป็นต้องใช้กับโครงการอะพอลโลที่ซับซ้อนขึ้นหลังจาก 8 ปีของภารกิจเบื้องต้นฃน ซึ่งรวมถึงอุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิตนักบินอวกาศ 3 คนในยานอะพอลโล 1 โครงการอะพอลโลบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดเมื่อยานอะพอลโล PB IC 2013 นำนีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน ลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 และกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 24 […]

ยานอวกาศ

ยานอวกาศ เป็นยานพาหนะ  ยานหรือเครื่องยนต์ที่ได้ออกแบบมาเพื่อบินไปในอวกาศ ยานอวกาศถูกนำมาใช้สำหรับวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย, รวมถึงการสื่อสารโทรคมนาคม, การสังเกตโลก, การอุตุนิยมวิทยา, การนำทาง, การสำรวจดาวเคราะห์และการขนส่งมนุษย์และสินค้าในการบินในอวกาศแบบวงโคจรย่อย ยานอวกาศเข้าสู่อวกาศด้านนอก จากนั้นก็กลับมายังพื้นผิวโลกโดยไม่ได้ขึ้นไปสู่วงโคจรหลัก. แต่สำหรับการบินในอวกาศแบบวงโคจรหลัก  ยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรปิดรอบโลกหรือรอบวัตถุนอกโลกหรือดวงดาวอื่นๆ ยานอวกาศที่ใช้สำหรับการบินของมนุษย์จะบรรทุกลูกเรือหรือผู้โดยสารบนยานจากจุดเริ่มต้นหรือสถานีอวกาศในวงโคจรเท่านั้น ในขณะที่ ยานที่ใช้สำหรับภารกิจหุ่นยนต์อวกาศจะทำงานด้วยตนเองหรือจากระยะไกลอย่างใดอย่างหนึ่ง ยานอวกาศหุ่นยนต์ที่ใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นยานสำรวจอวกาศ ยานอวกาศหุ่นยนต์ที่ยังคงอยู่ในวงโคจรรอบโลกเป็นดาวเทียม มีเพียงยานสำรวจระหว่างดวงดาวไม่กี่ลำเช่นไพโอเนียร์ 10 และ 11, Voyager 1 และ 2, และ New Horizons ที่ปัจจุบันยังอยู่ในวงโคจรที่หลุดออกจากระบบสุริยะของเรายานอวกาศที่อยู่ในวงโคจรอาจจะสามารถกู้คืนได้แต่บางทีก็ไม่ได้. โดยวิธีการย้อนกลับไปยังโลก พวกมันอาจจะถูกแบ่งออกเป็นแคปซูลที่ไม่มีปีกหรือเครี่องบินอวกาศที่มีปีกปัจจุบันมนุษย์ได้ประสบความสำเร็จในการบินในอวกาศ แต่มีเพียงยี่สิบสี่ประเทศเท่านั้นที่มีเทคโนโลยีอวกาศเช่น รัสเซีย กองกำลังอวกาศรัสเซีย, สหรัฐอเมริกา นาซ่า, กองทัพอากาศสหรัฐและอีกหลายบริษัทการบินอวกาศเชิงพาณิชย์, รัฐสมาชิกขององค์การอวกาศยุโรป, สาธารณรัฐประชาชนจีนองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน, ญี่ปุ่น สำนักงานสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และอินเดีย

ยุคของการค้นพบและการสำรวจ

การค้นพบและการสำรวจดวงดาวต่างๆในระบบสุริยะนั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 แล้วโดยมีการค้นพบต่างๆมากมายในยุคเริ่มต้นการค้นพบนั้นเป็นเพียงการค้นพบโดยกล้องโทรทรรศเท่านั้น เริ่มต้นในปี 1705 เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ได้ค้นพบดาวหางขนาดใหญ่และมีความสุกสว่างมากและตั้งชื่อว่า ดาวหางฮัลเลย์ ซึ่งเป็นดาวหางดวงหนึ่งที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ที่โครจรกลับมาและเป็นดวงเดิม นอกจากนี้ในช่วงปีนั้นยังมีการเรียกชื่อ ระบบสุริยะ เป็นครั้งแรกด้วย ต่อมาได้มีการค้นพบดาวเนปจูน และดาวยูเรนัส ในปี 1781 โดยวิลเลียม เฮอร์เชล และการค้นพบดาวเคราะห์น้อยในปี 1801 โดย จูเซปเป ปีอัซซี ค้นพบวัตถุที่โคจรใกล้กับดาวอังคารและดาวพฤหัส ซึ่งเขาคิดว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ แต่พบว่ามันมีมากมายและเป็นวัตถุที่รูปทรงแตกต่างกัน จึงถูกเรียกว่า ดาวเคราะห์น้อย ต่อมาราวปี 1992 ไดมีการพบหลักฐานยืนยันว่านอกจากระบบสุริยะแล้วยังมีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งมีการค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบดาวพัลซาร์ พีเอสอาร์ บี1257+12 และมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกในปี 1995 ชื่อว่า 51 เพกาซี บี ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวกลายเป็นความน่าสนใจใหม่ของวงการอวกาศ และมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหลายดวง รวมถึงดาวฤกษ์ที่ลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์แล้วกว่า 220 ดวงในระบบอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการค้นหาดาวเคราะห์ที่คล้ายโลก ซึ่งหาคำตอบของสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นๆด้วย ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีเทคโนโลยีสร้างยานอวกาศเพื่อให้ไปสำรวจมนุษย์ได้เดินทางสำรวจ  

จุดเริ่มต้นการค้นพบดวงดาว

ในอดีตกาลช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีวิวัฒนาการนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดมาได้อย่างไรมนุษย์ไม่มีทางรู้เลยว่า ระบบสุริยะ คืออะไร จนถึงในยุคที่มนุษย์เริ่มมีการสำรวจการค้นหาและศึกษาตามความเชื่อส่วนใหญ่ เชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของระบบสุริยะและมีดวงดาวโคจรอยู่โดยรอบ จนกระทั่งนักคณิตศาสตร์คนสำคัญ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ซึ่งเขาสามารถคิดค้นแบบจำลองคณิตศาสตร์ขึ้นมาเพื่อทำการพิสูจน์แนวคิดใหม่ว่า โลกนั้นไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลาง แม้ว่าตอนนั้นยังไม่มีใครเชื่อในทฤษฎีนี้ จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 17 นั้นนักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลกอย่าง กาลิเลโอ กาลิเลอี โยฮันเนส เคปเลอร์ และ ไอแซค นิวตัน พวกเขาได้วิเคราะห์และเสาะหาระบบทางฟิสิกส์เพื่อพิสูจน์หลักฐานที่ถกเถียงกัน จนกระทั่งทฤษฎีนี้ถูกต้องที่สุด โลกไม่เป็นจุดศูนย์กลางแต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นจุดศูนย์กลางซึ่งโลกรวมถึงดาวเคราะห์ดวงอื่นๆโครจรรอบๆ กาลิเลโอ เป็นคนแรกที่ค้นพบลักษณะทางกายภาพของระบบสุริยะ เช่น ค้นพบวงแหวนของดาวเสาร์, ค้นพบว่าพื้นผิวดวงจันทร์ของโลกนั้นไม่ใช่พื้นผิวเรียบ รวมถึงพบจุดดำบนดวงอาทิตย์ด้วย ต่อมา คริสตียาน เฮยเคินส์ ได้ค้นดวงจันทร์ของดาวเสาร์และตั้งชื่อว่าไททัน รวมถึงวงแหวนของดาวเสาร์ด้วย ในเวลาต่อมา จิโอวันนี โดเมนิโก กัสสินี ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์เพิ่มอีก 4 ดวง ช่องว่างในวงแหวนของดาวเสาร์ รวมถึงการค้นพบจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก ต่อมาดาวหางดวงแรกถูกค้นพบโดยเอ็ดมัน เฮลเลย์ ซึ่งเขาได้บันทึกการค้นพบดาวหางดวงนี้และตั้งชื่อว่าดาวหางฮัลเลย์  

ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกซึ่งหากมองแล้วระบบสุริยะนั้นมีขนาดเล็กจิ๋วมากเมื่อเทียบกับขนาดของทางช้างเผือกแล้ว ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์รวมถึงโลกด้วยรวมถึงวัตถุอื่นที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ รวมๆแล้วคาดว่าระบบสุริยะมีวัตถุมากกว่า 170 ดวง รวมถึงการค้นพบดวงจันทร์ใหม่ ดาวเคราะห์น้อยนับล้านชิ้น ระบบสุริยะถือกำเนิดมากว่า 4,800 ล้านปีมาแล้วโดยทฤษฎีที่เรียกว่า การระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อสะสารจากเนบิวลาซึ่งค่อยๆหดตัว เมื่อแรงอัดจากการหดตัวมากขึ้นจึงเกิดการระเบิดและการกระจายของฝุ่นผงต่างๆมากมาย เริ่มแรกนั้นดวงอาทิตย์เริ่มค่อยๆถือกำเนิดขึ้น ดวงอาทิตย์นั้นจัดอยู่ในวงษ์ของดาวฤกษ์ หลังจากนั้นเศษฝุ่นผงต่างๆ เริ่มจับตัวก่อตัวขึ้นเป็นดาวเคราะห์ต่างๆ ซึ่งแรงโน้มถ่วงสูงของดวงอาทิตย์เริ่มจับให้ดาวต่างๆเริ่มหมุนวน ระยะผ่านไปนับล้านปีดาวเคราะห์ต่างๆก็เริ่มเป็นรูปร่างขึ้น จนเกิดเป็นดาวเคราะห์ต่างๆจำนวน 9 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, ดาวเนปจูน และพลูโต ต่อมาได้ตั้งดาวเคราะห์เหลือเพียง 8 ดวง โดยให้ดาวพลูโตจัดเป็นดาวเคราะห์แคระ นอกจากประกอบด้วยดาวเคราะห์ต่างๆจำนวน 8 ดวงแล้ว นอกจากนี้ยังมีแถบดาวเคราะห์น้อยซึ่งเป็นเศษซากที่เหลือจากการก่อตัวเมื่อช่วงกำเนิดซึ่งมีจำนวนมากถึง 6 แสนดวง และดาวหางอีกกว่า 4 พันดวง นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการค้นพบดาวแคระ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง กว่า 160 ดวง ซึ่งคาดว่ามีจำนวนมากกว่านี้บริเวณแถบไคเปอร์ซึ่งอยู่ถัดไปจากดาวพลูโตอีก  

กาแล็กซี่ทางช้างเผือก

ระบบสุริยะที่โลกอาศัยอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ กาแล็กซี่ทางช้างเผือก เป็นชื่อของดาราจักรขนาดใหญ่ประเภทก้นหอยมีขนาดใหญ่และสุกสว่างมากสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าในเวลากลางคืนที่ฟ้าเปิด ดาราจักรทางช้างเผือกนั้นแบบดาราจักรชนิด SBc แบบก้นหอยมีคาน คาดว่าค้นพบครั้งแรกประมาณศตวรรษที่ 1800 ครั้งแรกเชื่อว่าเป็นดาราจักรชนิดก้นหอยธรรมดา ต่อมาได้มีการประเมินใหม่ในปี 2005 พบว่าทางช้างเผือกเป็นดาราจักรชนิดก้นหอยมีคาน ดาราจักรทางช้างเผือกนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100,000 – 200,000 ปีแสงหรือราว 31-37 กิโลพาร์เซก มีความหนาแน่นราวๆ 1,000 ปีแสง หรือ 1 กิโลพาร์เซก ประกอบดวงดาวฤกษ์และดาวเคราะห์จำนวนมากกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆของดาราจักร สำหรับระบบสุริยะนั้นอยู่บริเวณปลายของดาราจักรทางช้างเผือก ซึ่งหากมองจากบนโลกสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในบริเวณพื้นที่ฟ้าโปร่ง และที่สูงเช่นภูเขา หรือทุ่งโล่งซึ่งจะเห็นบริเวณใจกลางของกาแล็กซี่ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ในเมือง ซึ่งทางช้างเผือกมีความสว่างทางพื้นผิวค่อนข้างต่ำ การมองเห็นนั้นจะลดน้อยลงโดยแสงพื้นหลังเช่น มลพิษทางแสงหรือแสงเล็ดลอดจากดวงจันทร์ หรือแสงไฟของตึกจากในเมือง ซึ่งแสงจากทางช้างเผือกนั้นสามารถมองเห็นได้จากระดับ 5.1 หรือ 6.1 หากเกินกว่านั้นจะไม่สามารถมองเห็น สำหรับกาแล็กซี่ทางช้างเผือกนั้นมีกลุ่มดาวต่างๆมากมาย เช่น กลุ่มดาวแคซิโอเปีย ทางเหนือของกาแล็กซีและบริเวณทางใต้คือกลุ่มดาวกางเขนใต้ โดยกลุ่มดาวที่สว่างที่สุดคือกลุ่มดาวคนยิงธนูซึ่งอยู่ใกล้กับใจกลางของกาแล็กซี่  

ประเภทของ ดาราจักร

ดาราจักร หรือ กาแล็กซี่ นั้นถูกบางเป็นกลุ่มและประเภทมากมาย โดยหลักการแบ่งประเภทนี้ดาราจักรถูกแบ่งออกเป็น 3 หลักใหญ่ ได้แก่แบบวงรี แบบก้นหอย และแบบไม่แน่นอน ซึ่งทั้งนี้อยู่ที่การค้นพบและจำแนกประเภทจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ล ดาราจักรแบบวงรี สำหรับดาราจักรแบบวงรีนั้น ทางกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิ้ลนั้นถูกจำแนกออกเป็นความรีของดาราจักรนั้นๆ โดยคิดตั้งแต่ E0 – E7 ซึ่งเป็นการแบ่งความเรียวของวงรีนั้น ดาราจักรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีพื้นฐานแบบวงรี และมีความสว่างน้อยเนื่องจากไม่ค่อยมีสะสารและดวงดาวที่กระจัดกระจาย ดาราจักรรีถือว่าเป็นดาราจักรที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาดาราจักร 3 ประเภท ดาราจักรแบบก้นหอย เป็นดาราจักรชนิดรูปแบบจานหมุน ในบริเวณใจกลางมีลักษณะนูนขึ้น ดาราจักรแบบก้นหอยนี้ส่วนใหญ่มีดาวฤกษ์กระจุกเป็นจำนวนมากจึงทำให้มองเห็นชัดที่สุดซึ่งดาราจักรทางช้างเผือกก็เป็นประเภทก้นหอยเช่นกัน และส่วนใหญ่มักมีแถบของดาวฤกษ์ ลักษณะเหมือนคาน ขยายออกไปจากแกนกลางทั้งสองด้าน ดาราจักรแบบไม่แน่นอน เป็นดาราจักรที่มีรูปแบบขนาดที่แตกต่างกันและมีขนาดไม่แน่นอน เช่น แบบวงแหวน เกิดจากสะสารของดวงดาวที่รวมตัวกันอยู่บริเวณรอบแกนกลาง ทำให้มีลักษณะคล้ายกับวงแหวน และดาราจักรแคระเป็นดาราจักรที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์ไม่กี่พันดวงจนถึงล้านดวงและมีขนาดไม่เกิน 100 กิโลพาร์เซกเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่ดาราจักรแบบไร้รูปแบบโดยจะมีลักษณะไม่เป็นรูปแบบร่างเช่น มีกลุ่มดาวที่รวมตัวอยู่กันเป็นกระจุกๆ หรือกลุ่มดาวที่กระจัดกระจายซึ่งดาราจักรชนิดนี้จะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า